กว่า 40 ปี ที่เราได้ริเริ่มและบุกเบิกธุรกิจพีวีซีเป็นรายแรกในประเทศไทย และขยายฐานการผลิตไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีฐานการผลิตหลักอยู่ใน 3 ประเทศคือ ประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศอินโดนีเซียโดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ผลิตพีวีซีที่มีคุณภาพสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าจากพีวีซี ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ที่ดีในภูมิภาค อาเซียน เราพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตด้วยมาตรฐานระดับสากล พร้อมส่งต่อคุณภาพที่ดีเยี่ยม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราสามารถตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์พีวีซีได้อย่าง ต่อเนื่อง

TPC ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมพีวีซีเป็นธุรกิจหลัก โดยมีการลงทุนบางส่วนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้พีวีซีเป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น พีวีซีคอมพาวนด์ ท่อและข้อต่อพีวีซี สินค้าสำเร็จรูปพีวีซีต่างๆ เป็นต้น โดยการลงทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่พีวีซี เป็นช่องทางในการพัฒนาสินค้าพีวีซีใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้พีวีซีให้สูงขึ้น


  • 2509

    จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดชื่อ “บริษัท ไทยพลาสติกและ เคมีภัณฑ์ จำกัด” เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายพีวีซี เรซิน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

  • 2514

    จัดตั้งโรงงานผลิตพีวีซีแห่งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ และเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์

  • 2515

    กลุ่มบริษัท Mitsui & Co., Ltd. แห่งประเทศญี่ปุ่นกับบริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด เข้าร่วมลงทุนในบริษัทและ ลงนามความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีกับ Mitsui Toatsu Chemicals Inc. แห่งประเทศญี่ปุ่น

  • 2527

    จดทะเบียนหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ชื่อย่อ “TPC” เข้าร่วมในโครงการอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออกของ รัฐบาลด้วยการร่วมเป็นผู้ก่อตั้ง และเข้าถือหุ้นสามัญของ บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 5.40 โดยบริษัทเป็น 1 ใน 4 บริษัทผู้ผลิตปลายน้ำ ที่รับซื้อเอทิลีน จากบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด

  • 2532

    จัดตั้งบริษัท ริเก้น (ไทยแลนด์) จำกัด โดยร่วมลงทุนกับ Riken Vinyl Industry Co., Ltd., Mitsui & Co., Ltd. แห่งประเทศ ญี่ปุ่น
    และบริษัท มิตรสยามอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายพีวีซีคอมพาวนด์เกรด พิเศษให้บริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยใช้ผลิตเพื่อการ ส่งออก โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 35

  • 2533

    โรงงานผลิตพีวีซีแห่งที่สองที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์

    จัดตั้งบริษัท สยามสเตบิไลเซอร์สแอนด์เคมิคอลส์ จำกัด โดย ร่วมลงทุนกับ Mizusawa Industrial Chemicals Co., Ltd., Mitsui & Co., Ltd. แห่งประเทศญี่ปุ่น และบริษัท มิตรสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อดำ เนินธุรกิจผลิต และจำหน่ายสารเติมแต่งคุณสมบัติพีวีซีให้มีความคงทนต่อ ความร้อนมากขึ้น โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60

  • 2535

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกลุ่มที่ 1 (ซึ่งบริษัทเป็น 1 ใน 4 บริษัทในกลุ่มนี้) ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

  • 2536

    จัดตั้งสำ นักงานผู้แทนประจำกรุงโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับตลาด และหาโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัท

    จัดตั้งบริษัท ทีพีซี-อ๊อกซี่ จำกัด โดยเข้าร่วมลงทุนกับ Occidental Chemical Corporation แห่งประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายพีวีซีเพสต์ เรซิน โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 51

  • 2537

    แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)”

    จัดตั้ง Viet-Thai Plastchem Co., Ltd. โดยร่วมลงทุนกับ Vietnam Plastic Corporation (VinaPlast) แห่งประเทศ เวียดนาม เพื่อดำ เนินธุรกิจผลิตและจำ หน่ายพีวีซีคอมพาวนด์ ในประเทศเวียดนาม โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 66.28

  • 2538

    จัดตั้ง Mitsui Vina Plastic and Chemical Corp., Ltd. โดยร่วมลงทุนกับ Mitsui & Co., Ltd. และ Mitsui Toatsu Chemicals Inc. แห่งประเทศญี่ปุ่น Vietnam Plastic Corporation (VinaPlast) และ Fertilizers and Basic Chemicals Corporation (Ferchemco) แห่งประเทศ เวียดนาม เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายพีวีซีเรซินใน ประเทศเวียดนาม โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 24

  • 2539

    ร่วมกับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด จัดตั้ง PT. Siam Maspion Polymers (SMP) โดยร่วมลงทุนกับกลุ่ม Maspion แห่งประเทศอินโดนีเซีย เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย พีวีซีเรซินในประเทศอินโดนีเซีย โดยบริษัทถือหุ้นทางอ้อม ในสัดส่วนร้อยละ 20

    เข้าร่วมลงทุนในบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด กับกลุ่มบริษัท ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อดำ เนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย เอทิลีน โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 7

  • 2541

    โรงงานพีวีซีแห่งแรกในประเทศเวียดนามของ Mitsui Vina Plastic and Chemical Corp., Ltd. เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์

    จัดตั้งบริษัท โทเทิลแพลนท์เซอร์วิส จำกัด (TPS) เพื่อให้บริการ ด้านการออกแบบทางวิศวกรรม การซ่อมบำรุงโรงงาน การ ออกแบบกระบวนการผลิตและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

  • 2542

    เข้าลงทุนซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม (สระบุรี) จำกัด และบริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายท่อและข้อต่อพีวีซีและ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพีวีซี โดยมุ่งใช้เป็นฐานในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์และพัฒนาตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้างสำเร็จรูป ใหม่ๆ ที่ใช้พีวีซีเป็นวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้พีวีซี ในประเทศไทย

    เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Viet-Thai Plastchem Co., Ltd. โดยการแปลงหนี้เป็นทุน ทำให้บริษัทถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม ร้อยละ 66.28 เป็นร้อยละ 72.49

  • 2543

    เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นโดยการซื้อหุ้นใน Mitsui Vina Plastic and Chemical Corp., Ltd. จากเดิมร้อยละ 24 เป็น ร้อยละ 70 และเปลี่ยนชื่อเป็น TPC Vina Plastic and Chemical Corp., Ltd. (TPC Vina)

  • 2044

    เข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท ทีพีซี-อ๊อกซี่ จำกัด และ เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทีพีซี เพสต์ เรซิน จำกัด

    บริษัทย่อยจัดตั้งบริษัท นวอินเตอร์เทค จำกัด เพื่อดำเนิน ธุรกิจผลิต
    และจำ หน่ายแม่พิมพ์

  • 2547

    บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นแบบคำเสนอซื้อ หลักทรัพย์ของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นสามัญรายอื่นเป็นการทั่วไป ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36.27 เป็นร้อยละ 39.61

    บริษัทย่อยจัดตั้ง Chemtech Co., Ltd. เพื่อดำเนินธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายคอมพาวนด์ XLPE ในประเทศเวียดนาม

    เข้าลงทุนในบริษัทย่อยเพื่อซื้อหุ้นสามัญในสัดส่วนร้อยละ 25 ของ Interplastic Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำ เนินธุรกิจ ผลิตท่อพีวีซีในประเทศลาว

  • 2548

    ร่วมกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้น สามัญทั้งหมดของ PT. Siam Maspion Polymers (SMP) และเปลี่ยนชื่อเป็น PT. TPC Indo Plastic and Chemicals (TPC Indo) ทำให้บริษัทถือหุ้นทางอ้อมเพิ่มจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 40

  • 2549

    บริษัทย่อยจัดตั้ง Minh Thai House Component Co., Ltd. ร่วม กับผู้ร่วมลงทุนท้องถิ่น เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพีวีซีสำหรับงานก่อสร้างในประเทศ เวียดนาม โดยบริษัทย่อยถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60

  • 2551

    บริษัทย่อยจัดตั้ง Nawacam Co., Ltd. ร่วมกับผู้ร่วมลงทุน ท้องถิ่น เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายท่อและข้อต่อพีวีซีใน ประเทศกัมพูชา โดยบริษัทย่อยถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40

    เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นโดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน Minh Thai House Component Co., Ltd. จากเดิมร้อยละ 60 เป็น ร้อยละ 80

    เข้าร่วมทุนในโครงการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร แห่งแรกในประเทศเวียดนาม โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 18 ปัจจุบันมีผู้ร่วมทุนรายอื่นได้แก่ Vina SCG Chemicals Co., Ltd., Vietnam Oil and Gas Group, Vietnam National Chemical Group และ QPI Vietnam, Ltd.

    บริษัท โทเทิลแพลนท์เซอร์วิส จำกัด ได้เปลี่ยนรูปแบบบริษัท ไปเป็น Holding Company

    หยุดการผลิตพีวีซีที่โรงงานสมุทรปราการ

  • 2553

    บริษัท TPC Vina Plastic and Chemical Corp., Ltd. (TPC Vina) ในประเทศเวียดนามเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์โรงงานผลิต พีวีซีสายการผลิตที่ 2 กำลังการผลิต 90,000 ตันต่อปีใน เดือนกรกฎาคม

  • 2555

    บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 100 ได้ทำธุรกรรมซื้อหุ้นสามัญ ของบริษัทจากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45.64 เป็นร้อยละ 75.76 และได้ยื่นแบบคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นสามัญรายอื่นเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 มี สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90.67

    ดำเนินการรวมงานกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (รวมเรียกว่า เอสซีจี) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้โอนงานด้านการตลาด และ งานในกลุ่มสนับสนุนธุรกิจ รวมถึงงานตรวจสอบภายในของ บริษัทไปให้เอสซีจีดำเนินการ ทั้งนี้ในส่วนของงานตรวจสอบ ภายในยังคงให้รายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อ ดำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระ

  • 2556

    ดำเนินการรวมงานทั้งหมดกับเอสซีจี ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ เช่น การขาย ระบบขนส่ง หรือการวิจัยและ พัฒนาสินค้าร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อก่อให้เกิด พลังร่วมทั้งในระดับของการกำหนดกลยุทธ์ การดำเนินงาน และหน่วยงานสนับสนุน อีกทั้งการเพิ่มศักยภาพในการ ทำงานด้วยการแบ่งปันองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์ ร่วมกันจากทรัพยากร และความรู้ ความสามารถที่มีการ ประสานกระบวนการในการทำงาน และการสื่อสารระหว่างกัน ที่ดียิ่งขึ้น

    ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่จากเลขที่ 183 อาคารรัจนาการ ชั้น 14-15 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ไปยังอาคารเอสซีจี 100 ปี ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 1 ถนนปูนซิเมนต์ไทย แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

  • 2558

    ในปี 2558 บริษัทมุ่งเน้นการเสริมสร้างดุลยภาพของห่วงโซ่อุปทานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยการขยายกำลังการผลิตวีซีเอ็มซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพีวีซี เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากภายนอก โดยดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2558 ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตวีซีเอ็มรวมทั้งสิ้น 590,000 ตันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นถึง 18% ของกำลังการผลิตเดิม

  • 2560

    เพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยสมัครใจ